Choose Language
หน้าหลัก สินค้าและบริการ ใบเสนอราคา เกี่ยวกับบริษัท บทความน่ารู้ Gallery คู่มือใช้งาน ติดต่อเรา

 

 

                   ถ้าโรงเรียนจะต้องซื้อโปรแกรมมาใช้.... โรงเรียนจะต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง?..

                        1.โปรแกรมต้องผ่านการใช้งานมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี 
                        2.โปรแกรมต้องผ่านการใช้งานมามากกว่า 50 โรงเรียน
                        3.โปรแกรมต้องใช้งานง่าย..ไม่เพิ่มภาระให้กับครูผู้สอน มีการพัฒนาตลอดเวลา
                        4.โรงเรียนสามารถเข้าถึงและพัฒนาต่อยอดฐานข้อมูลทั้งหมดของโรงเรียนได้
                        5.ซื้อจากบริษัทผู้พัฒนาระบบโดยตรงหรือตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น
                        6.โปรแกรมควรเป็นโปรแกรมประเภท
For web เพื่อง่ายต่อบริการหลังการขาย
 

ซื้อโปรแกรมที่พัฒนาสำเร็จแล้วกับจ้างพัฒนาโปรแกรมขึ้นมาใหม่ทั้งหมด อันไหนดีกว่ากัน

ประเภท ข้อดี ข้อเสีย
จ้างพัฒนา  1. ได้โปรแกรมตามที่ต้องการ   1 ใช้เวลาในการพัฒนานาน
  2.ราคาแพง

  3. ทุกโปรแกรม ไม่มีโปรแกรมไหนในโลกที่พัฒนาแล้วจะไม่เกิดปัญหา(บัก) ส่วนใหญ่ปัญหาของโปรแกรมจะเกิดขึ้น เมื่อใช้ไปแล้ว ประมาน 1-2 ปี
 

โปรแกรมที่พัฒนาสำเร็จแล้ว  1. เป็นโปรแกรมที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว
 2. ผ่านการตรวจสอบและแก้ปัญหามาจากผู้ใช้จำนวนมาก
4. ไม่ต้องเสียเวลารอในการพัฒนา
5. สามารถพัฒนาต่อยอดได้ตามต้องการ
1. อาจจะได้โปรแกรมบางส่วนไม่ตรงกับความต้องการ(ความต้องการส่วนตัว) แต่ก็สามารถที่จะพัฒนาต่อยอดจากโครงสร้างเดิมได้ ซึ่งอาจจะมีรายการที่ถูกกว่า เนื่องจากโครงสร้างหลักสำเร็จไปแล้ว
หมายเหตุ : หน่วยงานต้นสังกัด ไม่ว่าจะเป็น สช, สพฐ, สพม หน่วยงานต้นสังกัดเหล่านี้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหลักสูตรและรูปแบบในการรายงานผลอยู่ตลอดเวลา เหล่านี้จะส่งผลกระทบโดยตรงกับโปรแกรม ปัญหาก็คือ หากโรงเรียนมีการจ้างพัฒนาโปรแกรม แล้วอยู่ ๆ หน่วยงานต้นสังกัด มีการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรและรูปแบบเอกสาร โรงเรียนทีจ้างพัฒนาจะต้องเสียเงินจ้างพัฒนาใหม่ อันเนื่องจากการพัฒนาโครงสร้างหลักไม่แล้วเสร็จ เพราะใช้เวลา และต้องมาเปลี่ยนแปลง ปรับ ตามหน่วยงานต้นสังกัด บริษัทที่รับจ้างเขียนมักจะเรียกร้องให้มีการว่าจ้างใหม่ หรือไม่ก็ทิ้งงานเพราะว่ารูปแบบไม่เป็นไปตามที่ตกลง

                      

สิ่งที่ควรคิด ก่อนตัดสินใจ ...


                                   หนังสือนำโรงเรียนขนาดเล็ก   หนังสือนำโรงเรียนขนาดกลาง หนังสือนำโรงเรียนขนาดใหญ่หนังสือนำศูนย์
                                     เอกสารพรีเซ็นระบบต่อผู้บริหาร   เอกสารแนะนำระบบ Schoolforweb ทำอะไรได้บ้าง
 
ระบบ School For Web เป็นระบบงาน สารสนเทศโรงเรียน เพื่อใช้ในการบริหารงานฐานข้อมูลโรงเรียน ทำงานผ่านระบบอินเตอร์เน็ตทั้งระบบ100% โดยไม่ต้องมีส่วนใดส่วนหนึ่งหรือระบบใดระบบหนึ่งติดตั้งอยู่บน เครื่อง PC โดยมีระบบบริหารจัดการฐานข้อมูลในส่วนต่างๆที่เชื่อมโยงถึงกันทั้งหมด ภายในตัวโปรแกรมมีระบบการทำงานทั้งหมด 20 ระบบหลัก และ 27 ระบบงานย่อย รวมทั้งสิ้น 47 ระบบ ทำให้โรงเรียนไม่ต้องจัดหาระบบใดจากที่อื่นอีก ซึ่งหากจัดหาระบบจากที่ต่างๆ สุดท้ายระบบที่ได้มาก็ไม่สามารถเชื่อมโยงกันได้ เช่น ซื้อโปรแกรมห้องสมุดมา 1 ตัว ราคา 35,000.- บาท แต่รายชื่อสมาชิกไม่เชื่อมโยงกับระบบโปรแกรมงานทะเบียนเป็นต้น

ระบบ School For Web แต่ละระบบจะใช้ฐานข้อมูลเดียวกันทำให้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทั้งระบบในครั้งเดียวความสามารถของะบบ School for Web เป็นระบบที่มีการบริหารจัดการเทียบเท่ากับมหาวิทยาลัย แต่ใช้งานง่าย เหมือนโปรแกรมแบบ ประถม ทุกอย่างทำงานผ่าน อินเตอร์เน็ต ซึ่งนั่นหมายถึงไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ก็สามารถบริหารจัดการข้อมูลโรงเรียนได้ บนพื้นฐานความปลอดภัยของระบบ ไม่ต้องกังวลเรื่องไวรัสและการสูญหายของข้อมูล โรงเรียนสามารถสำรองข้อมูลเก็บไว้ได้เองตลอดเวลา และนอกจากนี้ยังสามารถตรวจสอบข้อมูลต่างๆได้ตลอดเวลา ทุกระบบทำงานผ่าน WEB Browser พัฒนาแบบ Web Application เชื่อมโยงถึงกันทั้งระบบ ใช้ฐานข้อมูล Mysql หรือ Oracle และสามารถพัฒนาระบบ อื่นที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง

ผู้บริหารและบุคลากรสามารถทำงานได้สะดวกทุกที่ทุกเวลา ระบบ schoolforwebได้รับการทดสอบแล้วว่า ไม่ว่าโรงเรียนจะมีขนาดใหญ่นักเรียนหลายพันคน หรือ โรงเรียนขนาดเล็กนักเรียนไม่ถึงหนึ่งร้อยคน บุคลากรจะมีความสามารถ หรือไม่ อายุขนาดใดก็สามารถใช้งานได้ วันนี้ทำให้โรงเรียนวัดมีเทคโนโลยีเทียบเท่าโรงเรียนเอกชนขนาดใหญ่...โรงเรียนขนาดใหญ่มีเทคโนโลยีเทียบเท่าสากล...(ระบบทั้งหมดไม่ได้สำคัญอยู่ที่ว่าโรงเรียนต้องมีคนทำหรือคนเก่งในโรงเรียนจึงจะใช้งานระบบนี้ได้.. แต่สำคัญที่ว่าโรงเรียนจะมีวิธีการอย่างไรให้มีข้อมูลในระบบ....แล้วโรงเรียนก็เริ่มโดย ครู/บุคลากร/นักเรียน/ผู้บริหาร ใช้งานข้อมูลเป็น...แก้ไขข้อมูลเป็น...แล้วก็เพิ่มข้อมูลเป็น ค่อยๆเรียนรู้...วันหนึ่งก็ทำได้...นี่คือสูตรสำเร็จสำหรับโรงเรียนที่พร้อมจะมีระบบสารสนเทศโรงเรียน...วันนี้เทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้ว ......?.วันนี้โรงเรียนของท่านมีฐานข้อมูลโรงเรียนที่เป็นส่วนกลางที่ผู้บริหาร/ครู/บุคลากร/นักเรียน/ผู้ปกครอง/หน่วยงานต้นสังกัด สามารถเข้ามาร่วมกันใช้ข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์และพัฒนาสถานศึกษาหรือยัง)

โรงเรียนควรจะต้องจัดทำข้อมูลอย่างเป็นระบบ เพื่อเป็นระบบสารสนเทศของโรงเรียน เพราะมิฉะนั้นโรงเรียนจะต้องคอยป้อนข้อมูลใหม่เสมอเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหลักสูตรทำให้โรงเรียนไม่มีฐานข้อมูลของโรงเรียนอย่างแท้จริงและต้องซื้อแผ่นโปรแกรมตลอดไป และเมื่อติดตั้งแผ่นลงบนเครื่องต้องคอยระวังเครื่องอยู่ร่ำไป....และก็ทำงานแค่คนเดียวและทำกับเครื่องนั้นเท่านั้นพร้อมต้องเตรียมเงินไว้สำหรับการอัพเดทโปรแกรมที่ต้องเสียเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงระบบ ถึงเวลาหรือยังที่จะปฏิวัติการทำงานในโรงเรียนในรูปแบบใหม่และที่สำคัญ มหาวิทยาลัยต่างๆ รวมถึงเอกชนที่พัฒนาแล้ว เขาจะไม่ใช้ระบบโปรแกรมที่มีการติดตั้งลงบนเครื่อง(For Pc หรือ ระบบ Lan )เนื่องจากเสี่ยงต่อไวรัสและเครื่องที่ต้องเสียหายบ่อย ทำให้ทำงานไม่สะดวกรวมถึง ไม่สามารถกระจายงานให้ทุกส่วนเข้ามามีส่วนในการร่วมการทำงานได้ทำให้ภาระงานตกอยู่กับคนใดคนหนึ่งและปัจจุบัน อินเตอร์เน็ตมีส่วนในการช่วยให้การทำงานสะดวกมากยิ่งขึ้น
ดังนั้นระบบควรอยู่บนอินเตอร์เน็ต ขณะนี้ระบบงานธนาคาร ระบบประกันสังคม ระบบทะเบียนราษฎร์ มหาวิทยาลัย ระบบงานบริหารโรงเรียนเอกชน ฯลฯ ขึ้นไปอยู่บนอินเตอร์เน็ตหมดแล้ว แล้วระบบโรงเรียนรัฐควรหรือยังที่จะไปอยู่บนอินเตอร์เน็ต ซึ่งปัจจุบันนี้อินเตอร์เน็ตก็มีความเร็วเป็นที่น่าพอใจ รวมถึง Air card ช่วยในกรณีระบบอินเตอร์เน็ตไม่เอื้อไปถึง ที่สำคัญทิศทางเทคโนโลยีในด้านต่างๆบนโลกใบนี้ไปอยู่บนอินเตอร์เน็ตทั้งหมดแล้ว เช่น mail,facebook,utqonline เป็นต้น

ระบบสารสนเทศออนไลน์ จัดทำขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหา และพัฒนาโรงเรียน โดยความร่วมมือ ระหว่างอาจารย์มหาวิทยาลัยและครูภาครัฐมัธยม,ประถมหลายท่านรวมถึงผู้บริหารโรงเรียนที่มีความรู้ความเข้าใจด้านไอที ว่าสถิติข้อมูลสารสนเทศด้านใดบ้าง ที่จะมาช่วยการบริหารจัดการ และลดความซ้ำซ้อนในการทำงานของบุคลากร ทั้งทีมงานเรา เป็นครูอาจารย์โรงเรียน มิใช่ทีมงานบริษัททั้งหมด เมื่อวันใดหน่วยงานต้นสังกัดภาครัฐ สั่งแก้ไขเปลี่ยนแปลงหลักสูตร เปลี่ยนระบบ Students SMIS GPA, PSi, SP48, สช. สพฐ. ให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงตาราง SAR ใหม่, สมศ.เปลี่ยนเกณฑ์กำหนด มาตรฐานตัวบ่งชี้ใหม่ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำอยู่แล้ว ซึ่งที่ปรึกษาเราเป็นส่วนหนึ่งของสถานศึกษาโรงเรียนเช่นเดียวกันกับท่าน เราต้องแก้ไข และส่งต่อให้กับโรงเรียนที่ร่วมใช้ระบบฯ กับเรา ซึ่งทางทีมงาน ไม่ได้ถือเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมแต่ประการใด


จากการใช้งานระบบ School For Web ที่ผ่านมา ทางทีมงานได้สรุปปัญหาที่พบไว้ดังนี้
1. เมื่อเริ่มระบบ บุคลากรแต่ละฝ่ายของโรงเรียนใช้โปรแกรม ผิดขั้นตอน โดยไม่อ่านคู่มือที่ให้ไปเกือบทั้งหมด จึงไม่ทราบกระบวนการขั้นตอนทำก่อนทำหลัง เพราะคอมพิวเตอร์จะไม่รู้และเข้าใจเหมือนคน คนเท่านั้นที่จะกำหนดเงื่อนไข และ ขั้นตอนการทำงานให้กับมันทำตาม คอมพิวเตอร์มีหน้าที่ทำตามขั้นตอนและประมวลผล ตามที่ได้รับคำสั่งเท่านั้น
2. ใส่ข้อมูลไม่ครบ เช่น ประวัตินักเรียน (ทำให้ไม่สามารถส่งออกข้อมูลให้ภาครัฐ ) ไม่บริหารจัดการข้อมูลทะเบียนและวิชาการอย่างครบถ้วนเช่นไม่จัดครูผู้สอนรับรายวิชาจากงานวิชาการ แต่ฝ่ายทะเบียนพยายามลงทะเบียนนักเรียน จึงไม่สามารถลงได้
3. อยากทราบสถิติการขาดลามาสายเพื่อทำ ปพ5 โดยให้นักเรียนรูดบัตร แต่ไม่ประเมินผลการมา และการกลับ เพื่อให้โปรแกรมประเมินผลกับกฎระเบียบ เวลาของโรงเรียนในการประเมินการขาดลามาสาย หรือบางโรงก็รูดบัตรบางคน บางชั้น บางสาขา แต่ไม่รูด ทั้งระบบ
4. ต้องการปรับโปรแกรมให้เป็นไปตามที่อาจารย์ต้องการ แต่ไม่ยอมปรับตัวให้เข้ากับโปรแกรมใหม่ซึ่งโดยหลักของการเรียนโปรแกรมแล้ว โปรแกรมประเภท For Pc กับ For Web มีหลักการในการพัฒนาแตกต่างกัน For Web พัฒนายากกว่า บางอย่างจะให้สวยหรือทำงานง่ายเหมือน For Pc ไม่ได้ ทางโรงเรียนต้องมองว่า For Pc เขียนมาเพื่อรองรับคนไม่กี่คน
แต่
For Web เขียนมาเพื่อรองรับการใช้งานไม่จำกัดคนมีจุดที่ต้องคำนึงต่างกัน อาจารย์คอมที่ยังติดอยู่ในรูปแบบของ For Pc หรือ เคยเขียน แบบ For Pcต้องเปลี่ยนตัวเองมาอยู่ในมุมมอง
แบบ
For Web แล้วทุกอย่างจะพัฒนา
5. ทำงานไม่ประสานกันระหว่างฝ่าย เช่น ฝ่ายวิชาการ และงานทะเบียน การจัดครูผู้สอน การจัดตารางสอน การจับนร.ลงทะเบียน และผู้ดูแลระบบ
6. พยายามบอกว่าโปรแกรมไม่ดี โดยจับปัญหาเล็กๆน้อยๆ ของระบบมาเป็นตัวชี้เช่น บันทึก ข้อมูลบางตัวไม่ลง แต่ไม่ได้มองถึงคุณประโยชน์ของระบบต่างๆเช่น สามารถออก ปพ1.-9คำนวน ปพ 6 ปี เชื่อมระบบทะเบียนกับห้องสมุดและกิจกรรมต่างๆ โครงสร้างและ กระบวนการของโปรแกรมมีการเชื่อมโยงกันถึง 35 ระบบ จนทำให้ระบบพัฒนาไปสู่ความเป็นเลิศ อยากให้มองว่าระบบพยายามเข้ามาช่วยให้งานเร็วขึ้นและที่สำคัญ ปัญหาเล็กๆน้อย ของระบบ มันก็ต้องมีบ้างขนาด windows เองยังมีปัญหาเลย เมื่อขายแล้วออกวางตลาดไปแล้ว แต่ต่อให้มีปัญหา เชื่อเถอะครับว่าทีมงานเข้าเมื่อรู้ปัญหาก็จะสามารถแก้ปัญหานั้นได้อย่างแน่นอน และที่สำคัญ ทีมงานเราแต่ละคนผ่านการทำงานการพัฒนาระบบให้กับสนามบินสุวรรณภูมิมาแล้ว ดังนั้น ขอให้มั่นใจในการพัฒนาระบบ
7. ปัญหาใหญ่ คือเวลาติดปัญหาไม่แจ้ง เช่น ไม่จัดครูผู้สอนรับรายวิชา หรือจัดตารางสอน แล้วฝ่ายทะเบียนลงทะเบียนไม่ได้ก็หยุดระบบ เข้าใจว่าโปรแกรมมีปัญหา ไม่แจ้งทีมงาน ไม่ติดตาม บอกผู้บริหารโรงเรียนว่าโปรแกรมมีปัญหา ระบบโปรแกรมของเรา 100 % แล้วผู้ดูแลระบบ เข้าใจ 100 % หรือยัง เปิดใจให้กว้างไว้เพื่อช่วยกันแก้ปัญหา(กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว)
8. โรงเรียนทำตาม Road Map ที่ทางทีมงานเสนอ คือ ไม่กำหนดคนอย่างชัดเจน ไม่กำหนดงานอย่างชัดเจน ไม่กำหนดเวลาแล้วเสร็จ อย่างชัดเจน ดังนั้นก็จะไม่สำเร็จอย่างชัดเจน
9. โปรแกรมนี้ผ่านการใช้งานมาแล้ว และมีโรงเรียนวัด โรงเรียนขนาดกลาง และ โรงเรียนขนาดใหญ่ สำเร็จและครูเขาทำกันได้ แล้วถ้าโรงเรียนไหนที่ไม่สำเร็จ ต้องหาสาเหตุให้เจอว่าเพราะอะไร


ทำไมบริษัทต่างๆที่ผ่านมาไม่พัฒนาระบบมาให้ใช้กับโรงเรียน ประถม หรือขยายโอกาส หรือมัธยม ที่เป็นของรัฐบาล(แต่ school for web จะพัฒนาให้เอง)
1. โรงเรียนรัฐไม่มีเงินพอที่จะซื้อ หรือจ้างพัฒนาได้ อันนี้เข้าใจเพราะโรงเรียนรัฐ ยังขาดเรื่องทุน แต่ เชื่อว่าหาจริงๆ หาได้และคุยกันได้
2. หน่วยงานต้นสังกัดของโรงเรียน มีการเปลี่ยนแปลงบ่อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหลักสูตร เอกสารการแสดงผลการเรียน หรือข้อมูลต่างๆที่ต้องการ ก็เลยทำให้ทางผู้ขาย หรือผู้พัฒนา
ไม่สามารถพัฒนาต่อให้ได้ เพราะโรงเรียนไม่ยอมที่จะเสียเงินเพิ่ม ในส่วนต่างที่ต้องพัฒนาขึ้นมาใหม่
3. โรงเรียนไม่ยอมรับการบริการ หรือ การ Service แบบออนไลน์ โรงเรียนยังคงต้องการให้ผู้ขายไปบริการด้วยตนเอง ทั้งที่ความจริงไม่ใช่เรื่องที่ต้องเดินทางไป แต่พอเก็บค่าเดินทาง ทางลูกค้าก็ไม่จ่าย (ช่วงนี้น้ำมันแพง)
4. ความต้องการของโรงเรียนไม่มีที่สิ้นสุด อันนี้เราเข้าใจว่า ก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องว่า โรงเรียนก็มีสิทธิ์ที่จะเรียกร้องว่าต้องการนำเข้าข้อมูลต่างๆที่มีอยู่แล้ว เพื่อที่จะสะดวกในการทำงาน แต่ข้อมูลบางตัวมันไม่สามารถนำเข้าได้เลย ต้องเจาะโปรแกรมเก่า อย่างเช่น ระบบห้องสมุด เพราะฉะนั้นก็เลยมีปัญหาว่า ผู้ขาย หรือผู้พัฒนา ไม่ยอมทำตาม(โรงเรียนเน้นสบายอย่างเดียวแต่ไม่ต้องการเสียเงิน)
5. กรณีที่บางโรงเรียนมีการจ้างเขียนโปรแกรม ตามข้อตกลง มีไว้ 10 ระบบ แจงรายละเอียดครบทุกอย่าง แต่พอถึงเวลาเอาเข้าจริง ทางหน่วยงานต้นสังกัดเปลี่ยนแปลง โรงเรียน
ก็ต้องการให้เราเปลี่ยนตาม ทั้งๆที่โปรแกรมที่ตกลงกันไว้ได้เขียนเสร็จแล้ว โรงเรียก็ไม่เอา และไม่จ่ายส่วนที่เหลือ ซึ่งผู้ขาย หรือผู้พัฒนาเอง ก็เลยไม่อยากที่จะเข้ามาพัฒนาให้โรงเรียนรัฐบาลนั่นเอง
6. ผู้บริหาร โรงเรียนรัฐ ยังขาดแนวคิดในการพัฒนา ระบบสารสนเทศในโรงเรียน มุ่งเน้น อาคารสถานที่ ทั้งที่การพัฒนาโรงเรียน ต้องอาศัย เทศโนโลยี เป็นส่วนพัฒนาเด็กและโรงเรียน


School for web คือ อะไร
School for Web เป็นระบบโปรแกรม(Software) ที่เข้ามาช่วยในงานสารสนเทศของโรงเรียนเพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลโรงเรียนและบริหารโรงเรียน ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ใช้งานผ่านระบบ
อินเตอร์เน็ตทั้งระบบ โดยมีระบบบริหารจัดการฐานข้อมูลในส่วนต่างๆที่เชื่อมโยงกันทั้งหมด 20 ระบบหลัก และอีก 12 ระบบงานย่อย ซึ่งแต่ละระบบงานจะใช้ฐานข้อมูลเดียวกันทั้งระบบ ทำให้โรงเรียนไม่ต้องจัดหาระบบใดมาเพิ่มเติมอีกในภายหลัง ความสามารถของระบบ School for Web เป็นระบบที่มีการบริหารจัดการเทียบเท่ากับมหาวิทยาลัย แต่ใช้งานง่าย สำหรับโรงเรียนประถมและมัธยม ใช้ได้ทั้งโรงเรียนขนาดเล็กและขนาดใหญ่ โดยผ่านกการใช้งานมากว่าสามปี มากกว่า 20 โรงเรียน ทั้งภาครัฐ และ เอกชน ระบบสามารถพัฒนาระบบอื่นที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง


สูตรสำเร็จของการใช้ระบบ Schoo For web ต้องทำอย่างไง
ก่อนอื่นโรงเรียนต้องยอมรับก่อนว่า ระบบ School for web มีความสามารถ 100 % มองจากโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จ เมื่อยอมรับว่า โปรแกรม 100 % แล้ว จากนั้นโรงเรียนก็จะมองปัญหาต่างๆออก มองอย่างง่ายๆ ก่อน รถวิ่งได้เพราะน้ำมัน ระบบ School for web เปรียบเสมือน รถ ข้อมูลโรงเรียน เปรียบเสมือน น้ำมัน ดังนั้น หากมีรถดีขนาดไหน ไม่มีน้ำมัน รถก็วิ่งไม่ได้ ระบบก็ไม่สามารถขับเคลื่อนไปได้ เช่นกันหากไม่มีข้อมูลโรงเรียนเข้ามาในระบบ(ข้อมูลที่ต้องการคือ งานทะเบียน งานวิชาการ คะแนนจากครูผู้สอน) โรงเรียนใดที่จะใช้ระบบ จะต้องมีองค์ประกอบห้าข้อ ข้อ 1.โรงเรียนต้องสามารถกำหนดตัวบุคคลที่จะดูแลระบบได้100%อย่างน้อย 1 หรือ 2 คน ข้อ 2.กำหนดงานอย่างชัดเจนว่า ใครจะดูแลงานในส่วนไหน บ้าง ข้อ 3. กำหนดเวลางานอย่างชัดเจนว่างานในส่วนไหนเสร็จเมื่อไหร่ เช่น งานทะเบียนเสร็จเมื่อไหร่ งานวิชาการเสร็จเมื่อไหร่ คะแนนจากครูผู้สอน ต้องกรอก เมื่อไหร่ ข้อ 4. ผู้บริหารมีการติดตามงานอย่างสม่ำเสมอ และ ท้ายสุด ข้อ 5.ผู้บริหารจะต้องลงมาเล่นในงานส่วนนี้อย่างจริงจัง และสามารถ สั่งการภายในโรงเรียนได้ชัดเจน เช่น สั่งการในเรื่อง ผู้รับผิดชอบ สอง สั่งการในเรื่องข้อมูลว่าจะต้องส่งเมื่อไหร่ ถ้าโรงเรียนสามารถบริหารภายในได้แบบนี้ การบริหารระบบก็จะไม่ยากอย่างที่คิด สรุปคือ กำหนดคน,กำหนดงาน,กำหนดเวลา,ติดตามงาน และที่สำคัญ ทำตามแผนโลดแมพที่เป็นแบบเอกสารอย่างชัดเจน ที่ทาง School for web เตรียมไว้ให้ แค่นี้ก็สำเร็จ ค่ะ ถ้าโรงเรียนใดจะไม่สำเร็จ ก็เพราะ โรงเรียนไม่สามารถหาข้อมูลป้อนให้กับระบบได้ และ มัวแต่จะรอให้ School For Web ทำข้อมูลให้(ฟรี) รอแต่จะให้ Schoo for web ขับเคลื่อนระบบให้ทั้งหมด และยังติดการบริการหลังการขายแบบ For PC แบบว่า ต้องมาดูแลบ่อยๆแบบใกล้ชิดโทรเรียกต้องมา รับรองว่า โรงเรียนไปได้ไม่ไกล หากโรงเรียน กล้าเล่น กล้าลอง กล้าทำ กล้าคิด กล้าโทรถามเมื่อติดปัญหากล้าติดต่อเราผ่านอินเตอร์เน็ต (เราพร้อมแก้ไขปัญหาทางอินเตอร์เน็ตตลอด 24 ชั่วโมง 365 วัน พร้อมรับโทรศัพท์ และที่สำคัญ โปรแกรมและข้อมูลโรงเรียนอยู่กับเราตลอดเวลาเราไม่ต้องวิ่งไปแก้ไขที่โรงเรียนครูเห็นหน้าจอแบบไหนเราก็เห็นแบบนั้นผ่านอินเตอร์เน็ต พิมพ์หรือคีย์อะไรมาติดปัญหา เราช่วยแก้ได้หมด)หากครู พร้อมจะลองผิดลองถูกในการเล่นกับโปรแกรม(ไม่ต้องกลัวข้อมูลหายเรามีสำรองให้) รับรองสำเร็จแน่นอน หากคิดว่า มีปัญหาเรื่องข้อมูล ใช้วิธีจ้างทำเลยค่ะ เสร็จ ทุกต้อง รวดเร็ว ทุกอย่างจะหนักแค่ปีแรก พอปีที่สองก็ไม่ต้องจ้างแล้ว ข้อมูลสามารถโอนไปในปีต่อไปได้เลย...

ทำระบบ Schoo for web แล้วจะ ยุ่งยากกับงานที่ทำอยู่แล้ว หรือ เปล่าๆ
ปรกติโรงเรียนเองก็ต้องทำระบบ สารสนเทศโรงเรียนอยู่แล้ว เช่น Smis Obec ข้อมูลเฝ้าระวังเด็ก ข้อมูลยาเสพติด ข้อมูลแนะแนว อีกมากมายที่ต้องทำส่ง สพป.หรือ สพฐ ส่งไปแล้วก็ไม่ได้มีโอกาสเก็บไว้ หรือ นำไปใช้ และที่สำคัญ แต่ละงานก็แต่ละโปรแกรม ทำกันไม่หวัดไหว ไหน สน. จะขอข้อมูลแบบนั้นแบบนี้ อีก ก็อีกมาก ระบบ Schoo For Web จึงเกิดขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางข้อมูลของโรงเรียนทั้งระบบ รวบรวมระบบทุกอย่างให้อยู่ในที่ที่ เดียวกัน เพื่อการบริหารและจัดการข้อมูล อย่างเป็นระบบ ต่อไปใครอยากได้ข้อมูลอะไรจะได้มาเอาจากจุดเดียวกันทั้งหมด หรือโรงเรียนมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลอะไรก็จะได้ไม่กระทบถึงส่วนต่างๆเปลี่ยนที่เดียวทุกส่วนได้รับการเปลี่ยนไปด้วยอัตโนมัติ พอรวมศูนย์ข้อมูลไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ต่อไปก็ง่ายที่จะวิเคราะห์และรายงานผล ออกมา แต่ จุดเด่น ของ Schoo for web อยู่ที่ ฐานข้อมูลโรงเรียน มีมืออาชีพคอยดูแลให้ โปรแกรมสารสนเทศโรงเรียน มีมืออาชีพ ดูแลและพัฒนาให้ และการทำงานของโรงเรียนก็สะดวกขึ้นเมื่อทุกส่วนงานทำงานผ่านอินเตอร์เน็ต ไม่ต้องกลัวเครื่องพัง ข้อมูลหาย สรุป งานสารสนเทศเป็นหน้าที่ที่โรงเรียนต้องทำอยู่แล้วเป็นประจำ เพียงแต่เปลี่ยนแนวคิดในการทำงาน แนวคิดในการเก็บ แนวคิดในการบริหารจัดการข้อมูล ให้ทันสมัยขึ้นก็เท่านั้นเอง ไม่ได้เพิ่มงานหรือเพิ่มภาระอะไรไปจากเดิมมากนัก
ทำไมโรงเรียนต้องพัฒนาระบบเทคโนโลยีให้กับโรงเรียน เท่าที่มีอยู่ในโรงเรียนก็พอแล้ว ยุ่งยากเปล่าๆ
โรงเรียนประถมและมัธยม เป็นหน่วยสำคัญในวงจรการพัฒนาประเทศชาติ เด็กนักเรียนหากได้รับการพัฒนาที่ดีตั้งแต่เริ่มต้นจะส่งผลให้นักเรียนคนนั้นมีคุณภาพที่ดีในวันข้างหน้า วันนี้ เทคโนโลยี เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิต ประเทศเล็ก ประเทศใหญ่ วัดศักย์ภาพกันที่เทคโนโลยี หากประเทศไหนมีเทคโนโลยีที่ดีกว่าต่อให้เป็นประเทศเล็ก ประเทศใหญ่ก็เกรงใจ และยอมรับนับถือ โรงเรียนก็เช่นกันหากเราเป็นโรงเรียนเล็กแต่มีเทคโนโลยีที่ดีกว่าโรงเรียนใหญ่ อย่างน้อยๆ นักเรียนในโรงเรียนเล็กๆก็จะภูมิใจในโรงเรียนของตัวเองว่าถึงแม้โรงเรียนจะเล็ก แต่ก็มีเทคโนโลยี ใช้เทียบเท่ามหาลัย ซึ่งนักเรียนโรงเรียนใหญ่บางแห่งยังไม่มีใช้ การมีเทคโนโลยีไว้ใช้ในโรงเรียน เป็นการพัฒนาโรงเรียน บุคลากร นักเรียน ให้เข้าถึงคุณภาพงาน ตามนโยบายแผนพัฒนาชาติ ประเทศพยายามให้โรงเรียนส่งเสริมและพัฒนาโรงเรียนในด้านไอที เพราะโลกในยุคต่อไปเป็นเรื่องของไอทีทั้งนั้น หากจะปล่อยให้เด็กนักเรียน ไปเรียนมหาลัย แล้ว ค่อยเรียนรู้ไอที นั้นเป็นความคิดที่ผิด เพราะ มีนักเรียน มากกว่า 25 % ที่ไม่มีโอกาศได้เรียนต่อมาหาลัย แล้วเขาเหล่านั้น จบไปแล้วจะไปเรียนรู้ไอทีได้จากที่ไหน ถ้าโรงเรียนประถมและมัธยมไม่หยิบยื่นโอกาสนั้นให้ วันนี้เทคโนโลยีโลกมุ่งไปสู่ โลกไร้พรหมแดน (อินเตอร์เน็ต) ถึงเวลาแล้วที่โรงเรียนวัด จะพัฒนา ให้เข้าสู่วงจร โลกถึงเวลาแล้วที่โรงเรียนวัดจะเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศ เทียบเท่าโรงเรียนดังในเมืองหรือในจังหวัด แต่......นั้นก็สุดแล้วแต่วิสัยทัศน์ ของผู้บริหารโรงเรียนวัดว่า จะมองออกหรือไม่...
ทำไมโปรแกรม school for web มันถึงได้มากมายแบบนี้ แล้ว ครูจะทำไหวเหรอ
ระบบต่างๆที่ School For Web สร้างขึ้น เป็นระบบที่ควรมีไว้ให้ครบเพื่อตอบสนองการทำงานที่ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับ สมส. สพฐ. ระบบที่สร้างขึ้น โรงเรียนจะใช้หรือไม่ใช้ก็ได้ หากมีมากเกินไป ก็สามารถ กดคลิก เพื่อ ปิดเมนูนั้นๆก่อนได้ หากวันไหนต้องการใช้ค่อยเปิดขึ้นมา แต่ขอ แนะนำแบบนี้ ค่ะ หากโรงเรียนทำทุกระบบตามขั้นตอนที่มีไว้ รับรองได้ว่า เวลา สมส.มาขอข้อมูลโรงเรียนจะมีข้อมูลทุกอย่างที่ สมส.ต้องการ เพราะที่เราทำระบบนี้ให้(ฟรี) เพื่อรองรับการประเมินภายในและภายนอก ในเวลาทำงานจริงๆของโรงเรียนใช้งานไม่กี่เมนูหรอกค่ะ เช่นการประเมินอ่านคิดวิเคราะห์นักเรียน ปกติ ก็มองหน้าเด็กแล้วก็ประเมินไม่ต้องอะไรมากมายระบบเราก็รองรับนะค่ะหากต้องการประเมินแบบรวดเร็ว ก็เข้าไปคลิกประเมินให้นักเรียนได้เลย แต่ หากสมส.มาประเมินโรงเรียนวันใดเขาจะขอหลักฐานการประเมิน รายชื่อคณะกรรมการการประเมิน ครูผู้สอนวิชานั้นๆ ที่ร่วมประเมิน แล้ว วันนั้นโรงเรียนาจะทำข้อมูลประเมินไม่ทัน แต่ถ้ามีระบบนี้รองรับ ..โรงเรียนถูกประเมิน พรุ่งนี้..โรงเรียนทำข้อมูลวันนี้ย้อนหลัง ก็ยังทัน ....ง่ายๆชิวๆค่ะ ไม่ต้องกลัวค่ะมีโปรแกรมตัวเก่งคอยช่วยๆอยู่แล้ว
ทำไมตัดสินใจช้า ยิ่งแพงขึ้น
หลายๆคนมักจะรอโอกาส หรือรอให้เวลาล่วงพ้นเลยไป เพื่อจะรอให้สิ่งที่ตนเองปรารถนามีราคาที่ลดลง แต่คงจะต้องบอกว่าสำหรับระบบ School for Web คงไม่มี หรือไม่ได้เป็นเหมือนของสิ่งอื่นๆที่นานวัน จะด้อยคุณภาพ หรือเสื่อมลง ในทางตรงกันข้ามแล้ว ยิ่งนับวัน หรือเวลาล่วงเลยไปมากกว่านี้ ระบบ School for Web กลับยิ่งมีราคาที่สูงขึ้น อยากให้ลองเปรียบเทียบระบบเป็นรถดูเถอะค่ะ จริงอยู่ถ้าเป็นรถคันเดิม รุ่นเดิมที่ไม่มีอะไรอะไรเปลี่ยนแปลงก็อาจจะมีการจัดโปรโมชั่น หรือลดราคาลง เพื่อให้ขายได้ และทางตรงกันข้าม หากค่ายรถยนต์ค่ายนั้น มีการเปลี่ยนโฉม หรือที่เรารู้จักกันดีว่า Major Change เมื่อนั้นแหละค่ะ ราคาจะสูงขึ้นกว่าเดิม ไม่มีการลด เนื่องจากเทคโนโลยีที่เค้าคิดค้นขึ้นมาใหม่นั่นเอง เป็นสิ่งที่ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น ถามว่าทำไม แล้วระบบ School for Web มันมาเกี่ยวข้องอะไรกับรถยนต์ มันไม่ได้เกี่ยวข้อง แต่เป็นเพียงการเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นว่า ก็เพราะระบบและเทคโนโลยีที่มากขึ้น ที่เพิ่มเติมขึ้น มากจากเดิม ทำให้ระบบของเราไม่สามารถที่จะยืนอยู่ที่จุดเดิมได้ นั่นหมายความว่า ยิ่งนานวัน เทคโนโลยีที่มากขึ้น สูงขึ้นและล้ำหน้าขึ้นไป มันเป็นการการันตี ความสามารถของระบบที่มั่นคง และแข็งแรงขึ้นนั่นเอง
School for web ดีกว่าที่อื่นอย่างไร
ระบบ school for web เป็นระบบโปรแกรมที่มาพร้อมและครบทุกระบบโรงเรียนไม่ต้องจัดซื้อโปรแกรมจากที่อื่นอีก ระบบทำงานผ่านอินเตอร์เน็ตทั้งระบบสามารถทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมใดๆลงบนเครื่อง PC ตัดปัญหาเรื่องข้อมูลสารสนเทศโรงเรียนติดไวรัสหรือเครื่องพัง บุคลากรสามารถทำงานที่โรงเรียนที่บ้านบนรถ ร้านอินเตอร์เน็ต หรือต่างจังหวัด ต่างประเทศ สะดวกทุกที่ทุกเวลา รวมถึงการบริการหลังการขาย ผู้ขายเองก็สะดวกในการดูและรักษาระบบ เพราะดูและผ่านอินเตอร์เน็ตไม่ต้องวิ่งมาแก้ไขโปรแกรมที่โรงเรียนทำให้สะดวกและแก้บัญหา ได้
ทำไมต้องคิดราคาค่าเช่าพื้นที่เป็นรายหัว
ทาง school for web เปิดช่องทาง เพื่อสนองตอบความต้องการและความพร้อมของแต่ละโรงเรียน ทั้งโรงเรียนขนาดเล็ก มีนักเรียนไม่ถึงร้อยคน จนถึงนักเรียนขนาดใหญ่ที่มีจำนวนนักเรียนมาก ๆ หากโรงเรียนใดมีนักเรียนมาก ก็จะใช้พื้นที่มาก หากโรงเรียนมีนักเรียนน้อย ก็จะใช้พื้นที่ น้อย เพราะระบบของเรามีการทำงานในระบบทะเบียน วิชาการและ งานกิจกรรมต่างๆมาก เช่น ธนาคารนักเรียน สหกรณ์ ธนาคารขยะ ฯลฯ นั่นหมายความว่า ถ้านักเรียนมากก็จะใช้พื้นที่การทำงานมากตามไปด้วยและที่สำคัญไม่สามารถจำกัดขนาดที่แน่นอนของการใช้งานในโรงเรียนได้จึงมีบริการแบบรายหัว และที่สำคัญ ทาง Schoo for web ต้องเตรียมพื้นที่ไว้ ถึงสองชุดคือชุดหลักและชุดรอง ซึ่งทำให้ต้องเตรียมพื้นที่ไว้ เป็นสองเท่าของการใช้งาน เพื่อทำการสำรองข้อมูลไว้กรณีเครื่องเซอร์เวอร์มีปัญหาเหตุสุดวิสัย นั่นก็แสดงว่าจะต้องมีการใช้ sever จำนวนหลายตัวในการทำงาน รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่ต้องดูแลระบบ 365 วัน 24 ชั่วโมงและที่สำคัญทำให้โรงเรียนขนาดเล็ก และ กลางสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีแบบนี้ได้ด้วยงบประมาณที่สามารถจ่ายได้ ส่วนโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีเงินและทุนพอที่จะซื้อโปรแกรมหรือ จ้างเขียนโปรแกรมจากบริษัทต่างๆ และมีทางเลือกมากกว่าโรงเรียนขนาดเล็กและกลาง ดังนั้นการคิดค่าบริการแบบรายหัวจึงเป็นการเปิดโอกาสให้โรงเรียนขนาดกลางและขนาดเล็กได้มีโอกาสใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยทัดเทียมกับโรงเรียนขนาดใหญ่ได้
มีโรงเรียนขนานไหนบางที่ใช้งานระบบของ School for web
มีโรงเรียนตั้งแต่ขนาดใหญ่ นักเรียน 2,500 คน ถึงเล็กสุด โรงเรียนที่มีนักเรียน 50 คน ซึ่งนั่นแสดงให้เราเห็นว่าโรงเรียนเล็กผู้บริหารและอาจารย์ที่อยู่ในโรงเรียนท่านก็เก่งมีวิสัยทัศน์ในการใช้เทคโนโลยี เลยกลายเป็นว่า โรงเรียนเล็กแต่มีเทคโนโลยี ดีกว่าโรงเรียนใหญ่บางแห่ง นักเรียนในโรงเรียนเล็กเลยสามารถอวดศักยภาพเทียบโรงเรียนใหญ่ได้ว่า โรงเรียนตัวเองก็สามารถมีเทคโนโลยีขั้นสูงเทียบเท่ามหาลัยใช้งานเช่นกัน
แล้วทำไม School for web ถึงได้มาพัฒนาโปรแกรม งานทะเบียน และการประเมินผลการเรียนแบบนี้ขึ้น
รงบันดาลใจ เพื่อพ่อ
.....บังเอิญ พ่อเป็นครูทะเบียน(ครูประชาบาล แบบ โรงเรียนวัดๆนักเรียนไม่ถึงสองร้อยคน ) เลยอยากจะให้พ่อทำงานสบายขึ้นมีเทคโนโลยีเทียบเท่ากับโรงเรียนเอกชน และ โรงเรียนใหญ่ โรงเรียนดังในเมือง แต่โดยศักยภาพโรงเรียนพ่อแล้วไม่สามารถจะจ้างบริษัทฯ หรือโปรแกรมเมอร์เก่งๆ แพง ๆ มาเขียนโปรแกรมให้ใช้ได้ หรือมีเงินไปซื้อมาใช้ได้ ลำพังแค่เด็กนักเรียนวัดได้เรียนคอมพิวเตอร์ก็ถือว่าโชคดีที่สุดแล้วและที่ผ่านมาโรงเรียนวัดจะเป็นโรงเรียนที่มีเทคโนโลยีด้อยกว่าโรงเรียนใหญ่ที่มีทุน
ทาง School for web เองก็เป็น ลูกครูบ้านนอกคนหนึ่ง ก็เลยพัฒนาระบบนี้ขึ้นมาเพื่อให้โรงเรียนขนาดเล็กสามารถมีเทคโนโลยีดีกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่ และด้วยพอมีความรู้อยู่บ้างในการเขียนโปรแกรม ก็เลยเขียนมาให้โรงเรียนพ่อใช้และกระจายบอกต่อๆ ไปยังที่ต่างๆ ก็เลยมาเป็น School for web จนถึงทุกวันนี้.....
คงบอกได้เลยว่า ระบบนี้ ครูไทย(ครูประชาบาลเป็นคนร่วมพัฒนาขึ้นมาใช้ ระบบ School for web เป็นระบบที่ไม่เดินขายใครอยากใช้สนใจเข้ามา เราก็ยินดีช่วยในการพัฒนาโรงเรียน
ระบบ School for web เป็นระบบที่ไม่ได้คิดกำไร เพียงแต่ ต้องมีทุนบ้างเพื่อพัฒนางานให้สมบูรณ์ต่อไป ในวันข้างหน้าและที่สำคัญต้องรองรับกับจำนวนการเข้าใช้งานจึงต้องมี server ดีๆใช้งาน
 
Coppyright © โปรแกรมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธ์สูงสุด
บริษัท เอ็ม เอ เอส เน็ตเวิร์ค จำกัด 56/37 ม.6 ต.กุฎโง้ง อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี 20140 ,Tel: 038-463227 fax: 038-463693
ผู้จัดการ : ฝ่ายการตลาด >> คุณสาวิตรี ( น้อย ) 087-4820282