1. โรงเรียนรัฐไม่มีเงินพอที่จะซื้อ หรือจ้างพัฒนาได้ อันนี้เข้าใจเพราะโรงเรียนรัฐ ยังขาดเรื่องทุน แต่ เชื่อว่าหาจริงๆ หาได้และคุยกันได้
2. หน่วยงานต้นสังกัดของโรงเรียน มีการเปลี่ยนแปลงบ่อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหลักสูตร เอกสารการแสดงผลการเรียน หรือข้อมูลต่างๆที่ต้องการ ก็เลยทำให้ทางผู้ขาย หรือผู้พัฒนา
ไม่สามารถพัฒนาต่อให้ได้ เพราะโรงเรียนไม่ยอมที่จะเสียเงินเพิ่ม ในส่วนต่างที่ต้องพัฒนาขึ้นมาใหม่
3. โรงเรียนไม่ยอมรับการบริการ หรือ การ Service แบบออนไลน์ โรงเรียนยังคงต้องการให้ผู้ขายไปบริการด้วยตนเอง ทั้งที่ความจริงไม่ใช่เรื่องที่ต้องเดินทางไป แต่พอเก็บค่าเดินทาง ทางลูกค้าก็ไม่จ่าย (ช่วงนี้น้ำมันแพง)
4. ความต้องการของโรงเรียนไม่มีที่สิ้นสุด อันนี้เราเข้าใจว่า ก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องว่า โรงเรียนก็มีสิทธิ์ที่จะเรียกร้องว่าต้องการนำเข้าข้อมูลต่างๆที่มีอยู่แล้ว เพื่อที่จะสะดวกในการทำงาน แต่ข้อมูลบางตัวมันไม่สามารถนำเข้าได้เลย ต้องเจาะโปรแกรมเก่า อย่างเช่น ระบบห้องสมุด เพราะฉะนั้นก็เลยมีปัญหาว่า ผู้ขาย หรือผู้พัฒนา ไม่ยอมทำตาม(โรงเรียนเน้นสบายอย่างเดียวแต่ไม่ต้องการเสียเงิน)
5. กรณีที่บางโรงเรียนมีการจ้างเขียนโปรแกรม ตามข้อตกลง มีไว้ 10 ระบบ แจงรายละเอียดครบทุกอย่าง แต่พอถึงเวลาเอาเข้าจริง ทางหน่วยงานต้นสังกัดเปลี่ยนแปลง โรงเรียน
ก็ต้องการให้เราเปลี่ยนตาม ทั้งๆที่โปรแกรมที่ตกลงกันไว้ได้เขียนเสร็จแล้ว โรงเรียก็ไม่เอา และไม่จ่ายส่วนที่เหลือ ซึ่งผู้ขาย หรือผู้พัฒนาเอง ก็เลยไม่อยากที่จะเข้ามาพัฒนาให้โรงเรียนรัฐบาลนั่นเอง
6. ผู้บริหาร โรงเรียนรัฐ ยังขาดแนวคิดในการพัฒนา ระบบสารสนเทศในโรงเรียน มุ่งเน้น อาคารสถานที่ ทั้งที่การพัฒนาโรงเรียน ต้องอาศัย เทศโนโลยี เป็นส่วนพัฒนาเด็กและโรงเรียน
|
School for web คือ อะไร
|
School for Web เป็นระบบโปรแกรม(Software) ที่เข้ามาช่วยในงานสารสนเทศของโรงเรียนเพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลโรงเรียนและบริหารโรงเรียน ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ใช้งานผ่านระบบ
อินเตอร์เน็ตทั้งระบบ โดยมีระบบบริหารจัดการฐานข้อมูลในส่วนต่างๆที่เชื่อมโยงกันทั้งหมด 20 ระบบหลัก และอีก 12 ระบบงานย่อย ซึ่งแต่ละระบบงานจะใช้ฐานข้อมูลเดียวกันทั้งระบบ ทำให้โรงเรียนไม่ต้องจัดหาระบบใดมาเพิ่มเติมอีกในภายหลัง ความสามารถของระบบ School for Web เป็นระบบที่มีการบริหารจัดการเทียบเท่ากับมหาวิทยาลัย แต่ใช้งานง่าย สำหรับโรงเรียนประถมและมัธยม ใช้ได้ทั้งโรงเรียนขนาดเล็กและขนาดใหญ่ โดยผ่านกการใช้งานมากว่าสามปี มากกว่า 20 โรงเรียน ทั้งภาครัฐ และ เอกชน ระบบสามารถพัฒนาระบบอื่นที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง
|
สูตรสำเร็จของการใช้ระบบ Schoo For web ต้องทำอย่างไง
|
ก่อนอื่นโรงเรียนต้องยอมรับก่อนว่า ระบบ School for web มีความสามารถ 100 % มองจากโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จ เมื่อยอมรับว่า โปรแกรม 100 % แล้ว จากนั้นโรงเรียนก็จะมองปัญหาต่างๆออก มองอย่างง่ายๆ ก่อน รถวิ่งได้เพราะน้ำมัน ระบบ School for web เปรียบเสมือน รถ ข้อมูลโรงเรียน เปรียบเสมือน น้ำมัน ดังนั้น หากมีรถดีขนาดไหน ไม่มีน้ำมัน รถก็วิ่งไม่ได้ ระบบก็ไม่สามารถขับเคลื่อนไปได้ เช่นกันหากไม่มีข้อมูลโรงเรียนเข้ามาในระบบ(ข้อมูลที่ต้องการคือ งานทะเบียน งานวิชาการ คะแนนจากครูผู้สอน) โรงเรียนใดที่จะใช้ระบบ จะต้องมีองค์ประกอบห้าข้อ ข้อ 1.โรงเรียนต้องสามารถกำหนดตัวบุคคลที่จะดูแลระบบได้100%อย่างน้อย 1 หรือ 2 คน ข้อ 2.กำหนดงานอย่างชัดเจนว่า ใครจะดูแลงานในส่วนไหน บ้าง ข้อ 3. กำหนดเวลางานอย่างชัดเจนว่างานในส่วนไหนเสร็จเมื่อไหร่ เช่น งานทะเบียนเสร็จเมื่อไหร่ งานวิชาการเสร็จเมื่อไหร่ คะแนนจากครูผู้สอน ต้องกรอก เมื่อไหร่ ข้อ 4. ผู้บริหารมีการติดตามงานอย่างสม่ำเสมอ และ ท้ายสุด ข้อ 5.ผู้บริหารจะต้องลงมาเล่นในงานส่วนนี้อย่างจริงจัง และสามารถ สั่งการภายในโรงเรียนได้ชัดเจน เช่น สั่งการในเรื่อง ผู้รับผิดชอบ สอง สั่งการในเรื่องข้อมูลว่าจะต้องส่งเมื่อไหร่ ถ้าโรงเรียนสามารถบริหารภายในได้แบบนี้ การบริหารระบบก็จะไม่ยากอย่างที่คิด สรุปคือ กำหนดคน,กำหนดงาน,กำหนดเวลา,ติดตามงาน และที่สำคัญ ทำตามแผนโลดแมพที่เป็นแบบเอกสารอย่างชัดเจน ที่ทาง School for web เตรียมไว้ให้ แค่นี้ก็สำเร็จ ค่ะ ถ้าโรงเรียนใดจะไม่สำเร็จ ก็เพราะ โรงเรียนไม่สามารถหาข้อมูลป้อนให้กับระบบได้ และ มัวแต่จะรอให้ School For Web ทำข้อมูลให้(ฟรี) รอแต่จะให้ Schoo for web ขับเคลื่อนระบบให้ทั้งหมด และยังติดการบริการหลังการขายแบบ For PC แบบว่า ต้องมาดูแลบ่อยๆแบบใกล้ชิดโทรเรียกต้องมา รับรองว่า โรงเรียนไปได้ไม่ไกล หากโรงเรียน กล้าเล่น กล้าลอง กล้าทำ กล้าคิด กล้าโทรถามเมื่อติดปัญหากล้าติดต่อเราผ่านอินเตอร์เน็ต (เราพร้อมแก้ไขปัญหาทางอินเตอร์เน็ตตลอด 24 ชั่วโมง 365 วัน พร้อมรับโทรศัพท์ และที่สำคัญ โปรแกรมและข้อมูลโรงเรียนอยู่กับเราตลอดเวลาเราไม่ต้องวิ่งไปแก้ไขที่โรงเรียนครูเห็นหน้าจอแบบไหนเราก็เห็นแบบนั้นผ่านอินเตอร์เน็ต พิมพ์หรือคีย์อะไรมาติดปัญหา เราช่วยแก้ได้หมด)หากครู พร้อมจะลองผิดลองถูกในการเล่นกับโปรแกรม(ไม่ต้องกลัวข้อมูลหายเรามีสำรองให้) รับรองสำเร็จแน่นอน หากคิดว่า มีปัญหาเรื่องข้อมูล ใช้วิธีจ้างทำเลยค่ะ เสร็จ ทุกต้อง รวดเร็ว ทุกอย่างจะหนักแค่ปีแรก พอปีที่สองก็ไม่ต้องจ้างแล้ว ข้อมูลสามารถโอนไปในปีต่อไปได้เลย...
|
ทำระบบ Schoo for web แล้วจะ ยุ่งยากกับงานที่ทำอยู่แล้ว หรือ เปล่าๆ
|
| ปรกติโรงเรียนเองก็ต้องทำระบบ สารสนเทศโรงเรียนอยู่แล้ว เช่น Smis Obec ข้อมูลเฝ้าระวังเด็ก ข้อมูลยาเสพติด ข้อมูลแนะแนว อีกมากมายที่ต้องทำส่ง สพป.หรือ สพฐ ส่งไปแล้วก็ไม่ได้มีโอกาสเก็บไว้ หรือ นำไปใช้ และที่สำคัญ แต่ละงานก็แต่ละโปรแกรม ทำกันไม่หวัดไหว ไหน สน. จะขอข้อมูลแบบนั้นแบบนี้ อีก ก็อีกมาก ระบบ Schoo For Web จึงเกิดขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางข้อมูลของโรงเรียนทั้งระบบ รวบรวมระบบทุกอย่างให้อยู่ในที่ที่ เดียวกัน เพื่อการบริหารและจัดการข้อมูล อย่างเป็นระบบ ต่อไปใครอยากได้ข้อมูลอะไรจะได้มาเอาจากจุดเดียวกันทั้งหมด หรือโรงเรียนมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลอะไรก็จะได้ไม่กระทบถึงส่วนต่างๆเปลี่ยนที่เดียวทุกส่วนได้รับการเปลี่ยนไปด้วยอัตโนมัติ พอรวมศูนย์ข้อมูลไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ต่อไปก็ง่ายที่จะวิเคราะห์และรายงานผล ออกมา แต่ จุดเด่น ของ Schoo for web อยู่ที่ ฐานข้อมูลโรงเรียน มีมืออาชีพคอยดูแลให้ โปรแกรมสารสนเทศโรงเรียน มีมืออาชีพ ดูแลและพัฒนาให้ และการทำงานของโรงเรียนก็สะดวกขึ้นเมื่อทุกส่วนงานทำงานผ่านอินเตอร์เน็ต ไม่ต้องกลัวเครื่องพัง ข้อมูลหาย สรุป งานสารสนเทศเป็นหน้าที่ที่โรงเรียนต้องทำอยู่แล้วเป็นประจำ เพียงแต่เปลี่ยนแนวคิดในการทำงาน แนวคิดในการเก็บ แนวคิดในการบริหารจัดการข้อมูล ให้ทันสมัยขึ้นก็เท่านั้นเอง ไม่ได้เพิ่มงานหรือเพิ่มภาระอะไรไปจากเดิมมากนัก |
ทำไมโรงเรียนต้องพัฒนาระบบเทคโนโลยีให้กับโรงเรียน เท่าที่มีอยู่ในโรงเรียนก็พอแล้ว ยุ่งยากเปล่าๆ
|
| โรงเรียนประถมและมัธยม เป็นหน่วยสำคัญในวงจรการพัฒนาประเทศชาติ เด็กนักเรียนหากได้รับการพัฒนาที่ดีตั้งแต่เริ่มต้นจะส่งผลให้นักเรียนคนนั้นมีคุณภาพที่ดีในวันข้างหน้า วันนี้ เทคโนโลยี เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิต ประเทศเล็ก ประเทศใหญ่ วัดศักย์ภาพกันที่เทคโนโลยี หากประเทศไหนมีเทคโนโลยีที่ดีกว่าต่อให้เป็นประเทศเล็ก ประเทศใหญ่ก็เกรงใจ และยอมรับนับถือ โรงเรียนก็เช่นกันหากเราเป็นโรงเรียนเล็กแต่มีเทคโนโลยีที่ดีกว่าโรงเรียนใหญ่ อย่างน้อยๆ นักเรียนในโรงเรียนเล็กๆก็จะภูมิใจในโรงเรียนของตัวเองว่าถึงแม้โรงเรียนจะเล็ก แต่ก็มีเทคโนโลยี ใช้เทียบเท่ามหาลัย ซึ่งนักเรียนโรงเรียนใหญ่บางแห่งยังไม่มีใช้ การมีเทคโนโลยีไว้ใช้ในโรงเรียน เป็นการพัฒนาโรงเรียน บุคลากร นักเรียน ให้เข้าถึงคุณภาพงาน ตามนโยบายแผนพัฒนาชาติ ประเทศพยายามให้โรงเรียนส่งเสริมและพัฒนาโรงเรียนในด้านไอที เพราะโลกในยุคต่อไปเป็นเรื่องของไอทีทั้งนั้น หากจะปล่อยให้เด็กนักเรียน ไปเรียนมหาลัย แล้ว ค่อยเรียนรู้ไอที นั้นเป็นความคิดที่ผิด เพราะ มีนักเรียน มากกว่า 25 % ที่ไม่มีโอกาศได้เรียนต่อมาหาลัย แล้วเขาเหล่านั้น จบไปแล้วจะไปเรียนรู้ไอทีได้จากที่ไหน ถ้าโรงเรียนประถมและมัธยมไม่หยิบยื่นโอกาสนั้นให้ วันนี้เทคโนโลยีโลกมุ่งไปสู่ โลกไร้พรหมแดน (อินเตอร์เน็ต) ถึงเวลาแล้วที่โรงเรียนวัด จะพัฒนา ให้เข้าสู่วงจร โลกถึงเวลาแล้วที่โรงเรียนวัดจะเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศ เทียบเท่าโรงเรียนดังในเมืองหรือในจังหวัด แต่......นั้นก็สุดแล้วแต่วิสัยทัศน์ ของผู้บริหารโรงเรียนวัดว่า จะมองออกหรือไม่... |
ทำไมโปรแกรม school for web มันถึงได้มากมายแบบนี้ แล้ว ครูจะทำไหวเหรอ
|
| ระบบต่างๆที่ School For Web สร้างขึ้น เป็นระบบที่ควรมีไว้ให้ครบเพื่อตอบสนองการทำงานที่ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับ สมส. สพฐ. ระบบที่สร้างขึ้น โรงเรียนจะใช้หรือไม่ใช้ก็ได้ หากมีมากเกินไป ก็สามารถ กดคลิก เพื่อ ปิดเมนูนั้นๆก่อนได้ หากวันไหนต้องการใช้ค่อยเปิดขึ้นมา แต่ขอ แนะนำแบบนี้ ค่ะ หากโรงเรียนทำทุกระบบตามขั้นตอนที่มีไว้ รับรองได้ว่า เวลา สมส.มาขอข้อมูลโรงเรียนจะมีข้อมูลทุกอย่างที่ สมส.ต้องการ เพราะที่เราทำระบบนี้ให้(ฟรี) เพื่อรองรับการประเมินภายในและภายนอก ในเวลาทำงานจริงๆของโรงเรียนใช้งานไม่กี่เมนูหรอกค่ะ เช่นการประเมินอ่านคิดวิเคราะห์นักเรียน ปกติ ก็มองหน้าเด็กแล้วก็ประเมินไม่ต้องอะไรมากมายระบบเราก็รองรับนะค่ะหากต้องการประเมินแบบรวดเร็ว ก็เข้าไปคลิกประเมินให้นักเรียนได้เลย แต่ หากสมส.มาประเมินโรงเรียนวันใดเขาจะขอหลักฐานการประเมิน รายชื่อคณะกรรมการการประเมิน ครูผู้สอนวิชานั้นๆ ที่ร่วมประเมิน แล้ว วันนั้นโรงเรียนาจะทำข้อมูลประเมินไม่ทัน แต่ถ้ามีระบบนี้รองรับ ..โรงเรียนถูกประเมิน พรุ่งนี้..โรงเรียนทำข้อมูลวันนี้ย้อนหลัง ก็ยังทัน ....ง่ายๆชิวๆค่ะ ไม่ต้องกลัวค่ะมีโปรแกรมตัวเก่งคอยช่วยๆอยู่แล้ว |
ทำไมตัดสินใจช้า ยิ่งแพงขึ้น
|
| หลายๆคนมักจะรอโอกาส หรือรอให้เวลาล่วงพ้นเลยไป เพื่อจะรอให้สิ่งที่ตนเองปรารถนามีราคาที่ลดลง แต่คงจะต้องบอกว่าสำหรับระบบ School for Web คงไม่มี หรือไม่ได้เป็นเหมือนของสิ่งอื่นๆที่นานวัน จะด้อยคุณภาพ หรือเสื่อมลง ในทางตรงกันข้ามแล้ว ยิ่งนับวัน หรือเวลาล่วงเลยไปมากกว่านี้ ระบบ School for Web กลับยิ่งมีราคาที่สูงขึ้น อยากให้ลองเปรียบเทียบระบบเป็นรถดูเถอะค่ะ จริงอยู่ถ้าเป็นรถคันเดิม รุ่นเดิมที่ไม่มีอะไรอะไรเปลี่ยนแปลงก็อาจจะมีการจัดโปรโมชั่น หรือลดราคาลง เพื่อให้ขายได้ และทางตรงกันข้าม หากค่ายรถยนต์ค่ายนั้น มีการเปลี่ยนโฉม หรือที่เรารู้จักกันดีว่า Major Change เมื่อนั้นแหละค่ะ ราคาจะสูงขึ้นกว่าเดิม ไม่มีการลด เนื่องจากเทคโนโลยีที่เค้าคิดค้นขึ้นมาใหม่นั่นเอง เป็นสิ่งที่ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น ถามว่าทำไม แล้วระบบ School for Web มันมาเกี่ยวข้องอะไรกับรถยนต์ มันไม่ได้เกี่ยวข้อง แต่เป็นเพียงการเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นว่า ก็เพราะระบบและเทคโนโลยีที่มากขึ้น ที่เพิ่มเติมขึ้น มากจากเดิม ทำให้ระบบของเราไม่สามารถที่จะยืนอยู่ที่จุดเดิมได้ นั่นหมายความว่า ยิ่งนานวัน เทคโนโลยีที่มากขึ้น สูงขึ้นและล้ำหน้าขึ้นไป มันเป็นการการันตี ความสามารถของระบบที่มั่นคง และแข็งแรงขึ้นนั่นเอง |
School for web ดีกว่าที่อื่นอย่างไร
|
ระบบ school for web เป็นระบบโปรแกรมที่มาพร้อมและครบทุกระบบโรงเรียนไม่ต้องจัดซื้อโปรแกรมจากที่อื่นอีก ระบบทำงานผ่านอินเตอร์เน็ตทั้งระบบสามารถทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมใดๆลงบนเครื่อง PC ตัดปัญหาเรื่องข้อมูลสารสนเทศโรงเรียนติดไวรัสหรือเครื่องพัง บุคลากรสามารถทำงานที่โรงเรียนที่บ้านบนรถ ร้านอินเตอร์เน็ต หรือต่างจังหวัด ต่างประเทศ สะดวกทุกที่ทุกเวลา รวมถึงการบริการหลังการขาย ผู้ขายเองก็สะดวกในการดูและรักษาระบบ เพราะดูและผ่านอินเตอร์เน็ตไม่ต้องวิ่งมาแก้ไขโปรแกรมที่โรงเรียนทำให้สะดวกและแก้บัญหา ได้
|
ทำไมต้องคิดราคาค่าเช่าพื้นที่เป็นรายหัว
|
| ทาง school for web เปิดช่องทาง เพื่อสนองตอบความต้องการและความพร้อมของแต่ละโรงเรียน ทั้งโรงเรียนขนาดเล็ก มีนักเรียนไม่ถึงร้อยคน จนถึงนักเรียนขนาดใหญ่ที่มีจำนวนนักเรียนมาก ๆ หากโรงเรียนใดมีนักเรียนมาก ก็จะใช้พื้นที่มาก หากโรงเรียนมีนักเรียนน้อย ก็จะใช้พื้นที่ น้อย เพราะระบบของเรามีการทำงานในระบบทะเบียน วิชาการและ งานกิจกรรมต่างๆมาก เช่น ธนาคารนักเรียน สหกรณ์ ธนาคารขยะ ฯลฯ นั่นหมายความว่า ถ้านักเรียนมากก็จะใช้พื้นที่การทำงานมากตามไปด้วยและที่สำคัญไม่สามารถจำกัดขนาดที่แน่นอนของการใช้งานในโรงเรียนได้จึงมีบริการแบบรายหัว และที่สำคัญ ทาง Schoo for web ต้องเตรียมพื้นที่ไว้ ถึงสองชุดคือชุดหลักและชุดรอง ซึ่งทำให้ต้องเตรียมพื้นที่ไว้ เป็นสองเท่าของการใช้งาน เพื่อทำการสำรองข้อมูลไว้กรณีเครื่องเซอร์เวอร์มีปัญหาเหตุสุดวิสัย นั่นก็แสดงว่าจะต้องมีการใช้ sever จำนวนหลายตัวในการทำงาน รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่ต้องดูแลระบบ 365 วัน 24 ชั่วโมงและที่สำคัญทำให้โรงเรียนขนาดเล็ก และ กลางสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีแบบนี้ได้ด้วยงบประมาณที่สามารถจ่ายได้ ส่วนโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีเงินและทุนพอที่จะซื้อโปรแกรมหรือ จ้างเขียนโปรแกรมจากบริษัทต่างๆ และมีทางเลือกมากกว่าโรงเรียนขนาดเล็กและกลาง ดังนั้นการคิดค่าบริการแบบรายหัวจึงเป็นการเปิดโอกาสให้โรงเรียนขนาดกลางและขนาดเล็กได้มีโอกาสใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยทัดเทียมกับโรงเรียนขนาดใหญ่ได้ |
มีโรงเรียนขนานไหนบางที่ใช้งานระบบของ School for web
|
| มีโรงเรียนตั้งแต่ขนาดใหญ่ นักเรียน 2,500 คน ถึงเล็กสุด โรงเรียนที่มีนักเรียน 50 คน ซึ่งนั่นแสดงให้เราเห็นว่าโรงเรียนเล็กผู้บริหารและอาจารย์ที่อยู่ในโรงเรียนท่านก็เก่งมีวิสัยทัศน์ในการใช้เทคโนโลยี เลยกลายเป็นว่า โรงเรียนเล็กแต่มีเทคโนโลยี ดีกว่าโรงเรียนใหญ่บางแห่ง นักเรียนในโรงเรียนเล็กเลยสามารถอวดศักยภาพเทียบโรงเรียนใหญ่ได้ว่า โรงเรียนตัวเองก็สามารถมีเทคโนโลยีขั้นสูงเทียบเท่ามหาลัยใช้งานเช่นกัน |
แล้วทำไม School for web ถึงได้มาพัฒนาโปรแกรม งานทะเบียน และการประเมินผลการเรียนแบบนี้ขึ้น
|
รงบันดาลใจ เพื่อพ่อ
.....บังเอิญ พ่อเป็นครูทะเบียน(ครูประชาบาล แบบ โรงเรียนวัดๆนักเรียนไม่ถึงสองร้อยคน ) เลยอยากจะให้พ่อทำงานสบายขึ้นมีเทคโนโลยีเทียบเท่ากับโรงเรียนเอกชน และ โรงเรียนใหญ่ โรงเรียนดังในเมือง แต่โดยศักยภาพโรงเรียนพ่อแล้วไม่สามารถจะจ้างบริษัทฯ หรือโปรแกรมเมอร์เก่งๆ แพง ๆ มาเขียนโปรแกรมให้ใช้ได้ หรือมีเงินไปซื้อมาใช้ได้ ลำพังแค่เด็กนักเรียนวัดได้เรียนคอมพิวเตอร์ก็ถือว่าโชคดีที่สุดแล้วและที่ผ่านมาโรงเรียนวัดจะเป็นโรงเรียนที่มีเทคโนโลยีด้อยกว่าโรงเรียนใหญ่ที่มีทุน
ทาง School for web เองก็เป็น ลูกครูบ้านนอกคนหนึ่ง ก็เลยพัฒนาระบบนี้ขึ้นมาเพื่อให้โรงเรียนขนาดเล็กสามารถมีเทคโนโลยีดีกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่ และด้วยพอมีความรู้อยู่บ้างในการเขียนโปรแกรม ก็เลยเขียนมาให้โรงเรียนพ่อใช้และกระจายบอกต่อๆ ไปยังที่ต่างๆ ก็เลยมาเป็น School for web จนถึงทุกวันนี้.....
คงบอกได้เลยว่า ระบบนี้ ครูไทย(ครูประชาบาลเป็นคนร่วมพัฒนาขึ้นมาใช้ ระบบ School for web เป็นระบบที่ไม่เดินขายใครอยากใช้สนใจเข้ามา เราก็ยินดีช่วยในการพัฒนาโรงเรียน
ระบบ School for web เป็นระบบที่ไม่ได้คิดกำไร เพียงแต่ ต้องมีทุนบ้างเพื่อพัฒนางานให้สมบูรณ์ต่อไป ในวันข้างหน้าและที่สำคัญต้องรองรับกับจำนวนการเข้าใช้งานจึงต้องมี server ดีๆใช้งาน |